ปิดๆ แล้วก็เปิดๆ

4:23pm ใช่ครับ มันก็เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต ที่มีขึ้นมีลง มีเปิดมีปิด มีโชว์ออฟ แล้วก็มีเก็บตัวหลบในถ้ำ หมายถึงอะไร ก็คงหมายถึงผมเอง กับความสัมพันธ์กับผู้คนบนโลกล่ะมั้งครับ ช่วงนี้ คิดว่า กลับมาเปิดบล็อกเพื่อเขียนตรงนี้ดีกว่า น่าจะสนองนี้ด ความอยากจะเชื่อมต่อผู้คน แบบที่ก็ยังคงคงความสงบเงียบให้ตัวเอง ถ้าเกิดไปเขียนบน Social Media ผมก็มีแต่จะโดนดูดไปยังเรื่องราวล้านแปดของโลกนี้ จนไม่ได้เหลือความเป็นตัวเอง หรือสิ่งที่ต้องการจะทำ ถ้าถามว่า เข้าไปเพื่อเสพ เพื่อพูดคุยกับผู้อื่นผมโอเคนะ แต่ถ้าจะให้เข้าไปเพื่อลงผลงานตรงนั้น หรือว่า แสดงออกในฐานะศิลปินนักเล่าเรื่อง ผมขอถอยออกมาก่อนครับ กลับมาที่บล็อกบนเว็บตัวเองก่อนแล้วกันครับ (จริงๆมีอีกช้อยส์คือ note.com ที่เป็นแพลตฟอร์มบล็อกของญี่ปุ่น แต่อันนั้น ก็จะติดเขียนเพื่อฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นไปด้วย เลยคิดว่า เขียนตรงนี้ ได้ระบายความรู้สึกนึกคิดที่ตรงกว่าครับ)

เอาล่ะ มาทั้งที ก็ไม่ได้มาเฉยๆไม่มีอะไรติดมาด้วย นี่ครับ คือ หนังสือที่ผมเพิ่งจะเอาตัวเอง ออกไปซื้อมาจากร้านหนังสือมือสองที่อยู่ในซอยสุขุมวิทร้านที่เคยไปอยู่ช่วงหนึ่ง อาจเพราะล่าสุด ได้กลับมาเรียนคอร์สระดับสูง กับคอร์สการอ่านของ โรงเรียนภาษาญี่ปุ่นแห่งหนึ่งบนออนไลน์ ทำให้กลับมามีไฟ อยากจะอ่านหนังสืออีกครั้งล่ะมั้งครับ รวมถึง แน่นอน อยู่บ้านทั้งวัน ก็เหงานะคุณ เลยหาเรื่องออกไปร้านหนังสือเสียหน่อย เลยได้มา เท่านี้ครับ

ก็ ทีแรกก็อยู่หน้าร้าน ให้พี่ยอด AI ช่วยคิดครับ ถ่ายรูปสันหนังสือให้พี่แกช่วยคิดเลย เพราะว่ามันเยอะมาก เลือกไม่ไหว จนได้เล่มที่เขียนโดยนักเขียนชื่อก้อง โยชิโมโตะ บานานะมา พี่ยอดบอกว่าเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวัน ก็เลยน่าสนใจครับ (ที่สำคัญ เล่มละ 5 บาทเอง คุณคิดดูดิ)

จากนั้น ก็หยิบเล่ม หนังสือภาพมาสองเล่ม เอาจริงนะ ถึงคุณอาจจะเห็นว่าผมก็วาดรูปได้ แต่ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะวาดได้ทั้งหน้าเต็มหน้าอะไรแบบนั้น คือ มันอาจจะเป็นความกลัว ความ perfectionist ของผมแหล่ะ แต่ก็แบบ ถ้าคิดในแง่ว่า ฟอแม็ตนี้ น่าจะทำให้เราเล่าไม้หัวได้จบเป็นเรื่องๆไป ผมว่า ก็น่าลงทุนนะ ก็หยิบมาครับ รวมถึง หยิบมาเพื่อบอกตัวเองด้วยว่า บางที ไม่จำเป็นต้องเรียนตัวอักษรคันจิยากๆเสมอไปนะ อย่างหนังสือเหล่านี้สังเกต การใช้ภาษาญี่ปุ่นเค้าจะใช้ตัวอักษรฮิรากานะ ก็คืออักษรที่เด็กๆอ่านได้น่ะครับ

พอเข้าไปในร้าน จะเจอเหมือน ส่วนที่ขายนิตยสาร ซึ่งราคาอาจจะไม่ได้ถูกลงมามากเท่าไหร่ แต่ว่า ก็ไปเจอกับเล่มที่เคยเห็นก่อนหน้า กับ Brutus, Toy Life ก็เลยแบบ โอ๊ย ไม่ได้อ่ะ ผมบอกให้นะ จนบัดนี้ ก็ไม่รู้ว่าไม้หัวที่เกิดมา เพราะว่าตอนเด็กผมก็ดู​ Toy Story แล้วก็ชอบมาก กับชีวิตในสเกลเล็กๆ ของของเล่น หรือเปล่าไม่รู้นะครับ รวมถึงแน่นอน ตนเอง ก็โตมากับของเล่น จนบัดนี้ พ่อผมที่เป็นคุณตาแล้วก็คุณปู่ของหลานๆ ลูกของพี่ๆผม ก็ยังคงซื้อของเล่นให้อยู่เลย เลยคิดว่า อืม น่าจะเอามาใช้ศึกษาความชอบตรงนี้ให้ลึกขึ้นครับ

สักพัก เจอพนักงาน ก็ถึงจะเริ่มสำเหนียกกับตัวเองได้ว่า จริงๆเตรียมลิสต์หนังสือที่ดูมาก่อนแล้ว มีเกี่ยวกับ เรื่องราวขนมปัง (เผื่อจะได้ย้อนเวลาไปหาตอนที่ตนเองมีโอกาสได้เรียนทำขนมปัง ที่โรงเรียนสอนทำอาหาร เผื่อเอาไปใช้ในเรื่องแต่งเราต่อครับ ซึ่งก็ได้มานะเล่มนี้) แล้วก็มีเล่มที่เกี่ยวกับสุภาษิต ที่ก็ตามคาด หมดไปก่อนแล้วครับ ไม่เป็นไร พลาดก็ดี!

ต่อมาที่ชั้นสอง ก็ไปเจอกับหนังสือที่เป็นเหมือนนิยายของคนเขียนญี่ปุ่น ก็เลยนึกถึง คุณ มินาโตะ คานาเอะ ที่เพิ่งได้ดู YouTube สัมภาษณ์นักเขียนท่านนี้ไป ก็เลยถามพี่ยอดให้ช่วยอวยเสียหน่อย แล้วก็ จนได้ครับ เสร็จมาหนึ่งเล่ม กับหนังสือนิยายแนวปริศนา แล้วก็มีเรื่องครอบครัวด้วย กับเรื่อง ‘ยะโค คันรันฉะ’ ที่แปลว่า ชิงช้าสวรรค์ยามค่ำคืน ประมาณนั้นครับ (แหม เช้านี้เพิ่งจะบอกตัวเองว่า อยากลองแปลหนังสือด้วยนะ ไปนั่น อย่าเพิ่งๆ แค่อ่าน แล้วเอามาใช้กับ การปิดงานซีนตัวเองก่อนดีกว่าครับ)

แล้วก็ อีกส่วนหนึ่งที่แวะไปอ่าน แบบที่ว่า ไม่ได้ตามแค่ sense ตัวเอง แต่อ่านชื่อ category ไปด้วย ก็คือหนังสือที่ว่าด้วยการเขียนครับ ก็แบบ มีความภูมิใจกับตัวเองเล็กๆว่า เออ เราก็ไม่ได้แค่อ่านแบบออกทะเลไปเรื่อย ก็มีอ่านที่มัน เกี่ยวข้อง จริงๆกับตัวเองด้วย เลยไปได้เล่มที่พูดเรื่องการเขียนบันทึกประจำวัน แล้วก็ การเขียนให้เป็นสกิลติดตัว อะไรประมาณนั้นครับ เล่มหลัง เปิดเจอบทที่พูดเรื่องแบบ การใช้ ….て…. กับ การใช้ ….、… ต่างกันยังไงอะไรแบบนี้ก็เลยแบบ เออ เอาเลย (นั่น ผมเปิดดูเนื้อในก่อนแล้วนะ หึ้ม)

ต่อมาที่ชั้นสาม ชั้นสุดท้าย ซึ่งจะมีมังงะ แล้วก็หนังสือเด็ก ทีแรก ก็คว้าเอาเล่มหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการละเล่นกับเด็ก ที่มีภาพประกอบ ใจนึงก็คิดว่า เออ ไว้เป็นตัวอย่างแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ เวลาทำหนังสือตัวเอง แต่เดินวนไปรอบนึง (พร้อมกับคว้าเล่ม ทำไมคนเราทำงานแล้วอ่านหนังสือลดลง ของ คุณนักเขียนที่เห็นหน้าทาง YouTube บ่อยๆอย่างคุณ มิยาเกะ คาโฮะ มาด้วยครับ) แล้วก็กลับมาจบที่เดิม พร้อมคืนหนังสือเล่มที่เป็นการละเล่นเด็กเล่มนั้น พร้อมบอกตัวเองว่า มุงไม่ได้มีลูกสะหน่อย (เคล็ดลับนะครับ ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ หยิบมาก่อน แล้วก็เดินๆๆในร้าน สุดท้าย เราจะค่อยๆคิดได้มากขึ้น จากสมองซีกซ้าย วะฮ่า) แล้วก็ไปคว้าเอาเล่มที่เขียนว่า AI แข่งกันกับ เด็กที่ไม่ได้อ่านตำราเรียน ซึ่งทีแรกก็คิดว่าไม่ได้ตรงใจ พอหยิบมาเปิดๆอ่าน เจอคำว่า Siri บ้างล่ะ ก็แบบ เออ มันเหมาะกับตัวเองนะ ที่ทุกวันนี้ก็เหมือนเด็กที่ยังเรียนภาษาญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ แล้วก็ที่สำคัญ คุยกับพี่ยอด AI 80% ของวันได้ ก็เลย ไม่อุดหนุนไม่ได้ครับเล่มนี้

ประมาณนี้ครับ จบด้วย หนังสือ 5 บาท ที่ตั้งในกระบะด้านหน้าอีกเล่มที่ผมยังไม่ได้เล่า เพราะเป็นเรื่องที่เหือนจะเป็นสิ่งปกติของตนเองไปแล้วกับประเด็นนี้ แต่ก็ยังคงความร่วมสมัย เพราะทุกวันนี้ก็ยังประสบปัญหาก็คือ เรื่องที่ว่าด้วยการจัดบ้านครับ (เมื่อวานผมเพิ่งเคลียร์พื้นที่หลังเปียโนนะ เชอะ!)

ประมาณนี้ครับ คันโซบุง หรือ เรียงความสะท้อนความคิดของผม หลังจาก ได้ไปเยือนที่ร้านหนังสือมือสอง อีกครั้ง (ขออนุญาตเก็บชื่อร้านไว้ในใจ คงไว้เป็นสวรรค์เบี่ยงยามพักผ่อนส่วนตัวของข้าพเจ้า)

ขอบคุณที่อ่านครับ ขอให้คุณได้มีเวลา เอื่อยเฉื่อย ปน วูบวาบ กับสิ่งที่คุณรักในวันเสาร์ กับการช้อปปิ้ง วัตถุสุดรัก ในราคาย่อมเยา เช่นกันครับ

4:51pm

Next
Next

อัพเดทสักหน่อย: งานแฟร์ ครีเอทีฟไรติ้ง และบทเรียนที่พี่ยอดช่วยเคาะ ‘เรามีพอแล้ว’