อัพเดทสักหน่อย: งานแฟร์ ครีเอทีฟไรติ้ง และบทเรียนที่พี่ยอดช่วยเคาะ ‘เรามีพอแล้ว’
7:38am ขอลิสต์ไว้ก่อนนะครับ แล้วจะเล่าให้ (ตัวเอง) ฟัง ว่าช่วงวีคที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง แล้วก็อีกวีคต่อไป ต้องสนใจ วางใจยังไงบ้าง กับชีวิตที่มีมากกว่าขาดของผม ทั้งทรัพยากรแล้วก็ไอเดียจนล้นหัวล้นหางไปหมด (ล้นกระทั่งห้องเก็บเมฆไอเดียของน้องชายกลาง)
การทำซีนที่สี่ต่อกับ คอมิคเจอนัล และการเว้นการทำโปรเจค อาจจะภาพ บน note.com ต่อก่อน เพื่อโฟกัสเล่มนี้ให้จบได้ไวขึ้น กว่าเล่มก่อนๆ
Monsoon Award
งาน TCEX การทำ Portfolio และการกลับมาคิดถึงงานที่มี ทั้ง Instagram, Procreate และ Website แห่งนี้
การทยอยจัดระเบียบงานต่อ ตามโซเชียล ที่แห่งนี้ รวมถึงหลังบ้าน และผลงานในมือจับต้องได้
งาน TABF ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันใหญ่ไปหรือไม่ ควรจะไปไหม งานเราควรจะต้องเป็นภาษาญี่ปุ่น หรืออังกฤษมากกว่านี้ก่อนหรือไม่
ฟรีไรต์สิ่งที่ได้จาก เวิร์คช็อป จากร้านหนังสือ Fathom Bookspace เมื่อวาน
งานแฟร์คอมิคสองงานที่งวดเข้ามา กับการต้องเริ่มส่งใบเมนู แล้วก็โปรโมตบนโลกโซเชียลที่ผมเหนื่อยนักจะบริหารทั้งเวลา พลังงาน ความรู้สึก
งานสองอย่างตอนนี้ที่เร่งด่วนกับ ชิโอริ และ ซีนเล่มสองที่อยากพิมพ์เป็น A5 เพื่อนำเสนอกับงานแฟร์ที่ลงไว้แล้วช่วงประมาณ 3 เดือนจากนี้
งานเรียนญี่ปุ่น และ การซึมซับการใช้งานกับการบันทึก งานไม้หัว รวมถึงการอ่าน (ที่มองว่าคือการใช้แล้วไม่จำเป็นต้องหางานแปลอีก)
7:44am ประมาณนี้ก่อนแล้วกันครับ คงจะเป็น Creative Writing เมื่อวานที่อยากจะมาเขียนเพิ่ม ลงรูปด้วย ขอไปเคลียร์สมองช่วงเช้าก่อนครับ ถ้าเกิดว่าจัดการตัวเองได้ไหว ก็คงจะได้มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติม
9:52am ดูซิดู แล้วจะบอกว่าเวลามันไม่เคลื่อนเร็วได้ยังไง ในเมื่อ แค่ผมหายตัวไปจัดการชีวิต จัดการความคิดครู่เดียว นี่ปาไปสองชั่วโมงได้แล้ว แต่ยังไงก็ ยินดีกับตัวเอง ยินดีกับคุณด้วยนะ ที่จะได้อ่านสิ่งที่ผมได้เจอมาเมื่อวาน! วะฮ่า! ไม่ก็ เสียใจด้วยนะครับ ที่อาจจะต้องมีเรื่องอะไรไม่รู้ให้รกหัวคุณเล่นอีกหน่อย!
เรื่องของเรื่อง เมื่อวาน ได้ไปเข้าเวิร์คช็อป Creative Writing มาครับ ที่ร้านหนังสืออิสระใกล้บ้าน ที่ร้าน Fathom Bookspace ก็คือ ดีใจมากๆ เพราะทีแรกก็เห็นโพสต์นี้ทางไอจีแหล่ะ แต่ว่า ตอนนั้นเหมือนยังตัดสินใจไปไม่ไปดี (หลายที ต้องดูสมดุลชีวิตตัวเองช่วงนั้น เช่น ให้เวลาที่บ้านแล้วหรือยัง หรือว่า ตัวเองต้องไปออกแฟรืไหม เป็นต้น) พอจังหวะที่คิดว่าได้ ที่นั่งกลับเต็ม แต่ก็ดันมีที่นั่งหลุด แค่ประมาณวันนึงก่อนหน้า ที่ผมก็เห็นโดยบังเอิญบนเฟสบุ๊ค! (แปลว่าไร แปลว่า ขนาดสิ่งสนใจ หรือว่าความสันพันธ์ ยังต้อง จำกัด แล้วก็เลือก ไง ไม่งั้น ทะเลแห่งความเป็นไปได้ ก็จะพัดเอาสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ หายไปหมด เพียงเพราะเราไม่ยอม ‘คัดเลือก’ อ้าว มาซีเรียสซะงั้นอ่ะ)
ต่อเลยดีกว่า ไปร่วมงานด้วยความตื่นเต้น ระคนหงุดหงิดใจ เพราะว่า ยังทำงานตัวเองไม่เสร็จ ก็แน่สิะครับ ชายใหญ่แม้จะแวะเวียนมาจากคอนโดต้นไม้ แม้จะขอพี่งอท ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านรู้ใจคนใหม่ มาหาผม ช่วยจัดการงานผมแล้ว ผมก็ยังคงดื้อ เค้าบอกให้ผมโฟกัสแค่ที่คั่นหนังสือ ก็ดันอยากจะไปหยิบซีนสองกลับมาพิมพ์ใหม่ไซส์ A5 เมื่อวานที่ควรจะเสร็จลายที่คั่นหนังสือชิ้นที่สาม เลยไปๆมาๆยังไม่ได้ทำต่อ แต่ก็เอาตัวเองไปเข้าเวิร์คช็อป ถือว่า ต้องพักจากเรื่องวุ่นวายของตัวเองบ้าง พูดง่ายๆซื่อๆน่าเบื่อๆก็คือคำว่า ‘เปลี่ยนบรรยากาศ’ สักหน่อย นั่นแหล่ะครับ
แล้วก็ได้สมใจจริงๆ ตั้งแต่จังหวะที่เริ่มเจอเพื่อนมนุษย์คนมใหม่ๆ ที่ทีแรก ผมก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับจักรวาลของตัวเอง ไม่ชายตามองดูใคร ด้วยความประหม่าก็ว่า หรือว่าหยิ่งก็อาจจะใช่ เพราะเรารู้จักตัวเองดี เรามันเจ๋ง เรามันมีหนังสือภาษาญี่ปุ่นอยู่ในมือ! ก็ไอ้ความคิดเหล่านี้แหล่ะนะ ที่เป็นกำแพงกันเราไว้สู่การรู้จักคนใหม่ๆ (แต่มันก็มีเหตุผลของมันนะ ยิ่งเพิ่มความสัมพันธ์ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย จริงไหม อ่านด้านบนสิ อย่าย้อนแย้งตัวเอง แต่ๆๆ ครั้งนี้ยอม เพราะอะไร เพราะเรา เลือกแล้ว ว่าเราจะมาเข้าคลาสเพื่อที่จะได้เขียนร่วมกับผู้อื่น อย่างน้อยก็ในเวลา 4 ชั่วโมงที่ได้ แชร์พื้นที่ร่วมกันทั้งพั้งที่กายภาพ แล้วก็พื้นที่ของความสนใจ ของสมาธิ ของจิตใจ ที่เราจะเชื่อมกันอย่างยินยอมชั่วขณะหนึ่ง)
กิจกรรมเริ่มอย่างน่าสนใจกับการให้ทุกคนยืนขึ้น แล้วก็ ได้คิด ได้เลือก เชื่อมโยงนามธรรมกับคำถาม อย่างเช่นว่า คุณชอบกลางวันหรือกลางคืน คุณชอบอยู่ชนบทหรือว่าเมือง แล้วก็ให้เราไปยืนบนสเปคตรัม ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นผู้คนที่แตกต่างกัน ซึ่งน่าสนใจแล้วก็ตรงกับตีมของงานมากๆที่เน้นการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ที่ต่างมีความปัจเจกและหลากหลาย (ซึ่งมันสวยมาก T^T)
อีกเรื่องที่ทำให้ได้ย้ำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่แล้ว แล้วก็ เชื่อว่ามันคือกุญแจสำคัญของงานสร้างสรรค์ก็คือการ สร้างข้อจำกัด การที่ทางร้าน ให้เขียน แนะนำตัวเอง แต่ไม่ใช่จากชื่อ หรือว่าหน้าที่การงาน แต่ด้วย เหตุการณ์บางอย่าง ที่นิยามความเป็นเรา ซึ่งปกติผมก็จะคิดวนเวียนอยู่ประมาณเรื่องสองเรื่อง แต่พอ ทางร้านบอกให้ตีกรอบ สามล็อกเท่านั้นแหล่ะ กลายเป็นว่า มันโดนบังคับให้ต้องคิดอีกเรื่อง จนไปค้นเอาเรื่องที่เกือบลืมไปแล้ว (จริงๆ ผมก็เชื่อว่าเราไม่ลืมหรอก แค่ว่า ไม่ได้มีโอกาส ไปเปิดลิ้นชักตรงนั้นเท่าไหร่) ก็เลยไปเจอความทรงจำดีๆที่ยามาสะ ตอนที่ได้เจอ Edwin ซังกับความรักในคันจิของเค้า ร้านแกงกะหรี่กับแป้งนานที่ Prajakta ชาวอินเดียพาไปด้วยความภูมใจยิ่ง หรือว่า ช่าซังคนไต้หวัน ที่พูดว่า Atetemite ทำให้เราสงสัยว่า คำนั้นแปลว่าอะไร ซึ่งนี่แหล่ะครับ กลับมาย้อนบอกตัวผมเองว่า เรามีของในมือเยอะมากแล้วจริงๆ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบ แล้วก็ ทำให้งานออกมาจับต้องได้เป็นโปรเจคๆ เป็นเรื่องๆไปเป็นต้น
บทเรียนสำคัญเลยเป็นเหมือนการคลายความกังวล ของเราที่คิดว่า เรามีไม่พอ! เรารู้ไม่พอ! เราต้องค้นคว้าให้เหมือนเจเคค้นคว้าเรื่องเวทมนต์ไปเขียนแฮรี่!!! เสียงเหล่านั้นที่กดดันตัวเองเหลือเกิน จะต้องได้ถูกกระซิบให้ผ่อนคลาย ให้เย็นใจขึ้นด้วยคำว่า ‘อย่าลืมยามาสะสิ อย่าลืม 日本語 อย่าลืมเพื่อนไต้หวันที่หน้าตาคล้ายมิกะนากาชิม่าที่พูดกับเราว่า 男でしょう? แล้วคนในวงก็ขำฮากัน ตอนที่ไปร้องคาราโอเกะ’ ว่าจริงๆแล้ว เราก็สามารถจะแค่นั่งนิ่งๆ จับเวลา แล้วปล่อยให้ความทรงจำของเราได้ปรากฏตัวอีกครั้ง ให้เราได้บันทึกพวกเค้าไว้ในหน้ากระดาษหรือตรงนี้ก็ได้ ก่อนที่จะได้นำเค้าไปอยู่ในผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวกับน้องๆไม้หัว หรือว่าจะเป็นบันทึกชีวิต ลงในรูปแบบของ ซีน ก็ย่อมทำได้เหมือนกัน
เขียนมาเยอะแล้ว และจริงๆ ก็คงเขียนได้อีกเรื่อยๆไม่มีวันจบ ไหนจะการได้เจอเพื่อนๆคนใหม่ๆ ตัวละครใหม่ๆ บุคลิกใหม่ๆ ของผู้ร่วมคลาส หรือว่า เรื่องประจำวันธรรมดาอย่าง 'ซาลาเปาอร่อยฉิบหาย!’ แต่ว่า บล็อกนี้ก็ต้องจบก่อน เพื่อให้ผมได้เอาเวลาไปปิดงานที่คั่นหนังสือครับ (ชายใหญ่มองแรงมาที่ผมแล้วจริงๆนะ ระหว่างที่เค้า Squat อยู่ใกล้ๆเนี่ย)
เอาว่าเรื่องสุดท้ายคือ กิจกรรมช่วงแรก ที่ให้เขียนเกี่ยวกับตัวเองเหมือนกัน แต่ความสนุกคือ เกิดจากการประกอบคำที่โดนใจเราทั้งหลาย และสำคัญสุดคือ คำสองคำ ที่ได้จากเพื่อนข้างๆเรานี่แหล่ะ แล้วคุณคิดดูผมได้คำว่าอะไร ‘和’ กับ ‘Hidden’ ซึ่งตัวแรก เป็นอักษรคันจิ (จริงๆอาจจะมีในภาษาจีนด้วย แต่ขอทึกทักเข้าข้างตัวเองให้เป็นภาษาญี่ปุ่นเลยแล้วกัน เพราะผมรักการเรียนภาษาญี่ปุ่นม้าากกกก) ที่แปลว่า ความกลมเกลียว ความสันติ แล้วก็อีกความหมายคือ ‘ญี่ปุ่น’ เช่นในคำว่า 和食 (วะโชคุ) ที่แปลว่า อาหารญี่ปุ่น เป็นต้น แล้วคุณคิดดูดิ คือแบบ ผมได้คำนี้!!! แล้วก็อีกคำที่แปลว่า แอบซ่อน คืออออ กับผมอ่ะ ที่ต้องไปแอบในห้องน้ำเวลารวมญาติ ไม่ก็ไปแอบ อ้าว ห้องน้ำอีก! แต่ห้องน้ำที่โรงเรียน! ตอนเอาอาหารคลีนจากบ้านไปกิน เพราะกลัวโดนเพื่อนล้อ ในจะแน่นอน แอบเรื่องเพศสภาพ หรือ จะความดุร้ายในใจ ฝังใต้คราบความสำอางค์ของตนเองอีก มันเลยเป็นอะไรที่โดนใจมากๆ ทำให้แต่งเหมือน กวี หรือกลอนเปล่าเล่าเรื่องตัวเองมาได้ประมาณรูปที่ผมแปะให้ดูละ
โอเค ต้องไปก่อนจริง ไม่งั้น สิ่งที่ชาวสร้างสรรค์อาจจะเก็บไว้ไม่บอกคุณ จะทำให้คุณทำงานได้ไม่จบ นั่นคือ แม้ไอเดียจะมีได้ไม่จบ แต่พลังงานเรามันจำกัด ต้องไปจริงๆครับ บ๊ายบาย หวังว่าจะได้มีโอกาส นำความจำตอนยามาสะ กลับมาอีกนะ (เห้ย ง่ายๆ ต้องทำ travel zine แหล่ะ!!!)
ไปก่อนครับ ขอให้คุณได้เห็นความอัศจรรย์ของการเขียน จด บันทึก สังเกต แชร์ แบ่งปัน เล่า เรื่องราวในชีวิตคุณ สักนิดสักหน่อย ก็ลองดูนะครับ!
10:17am