สมบัติชาติ

12:29pm เพื่อฉีกตัวเองออกจากทามาก๊อตจิลูกรักทั้งสองตอนนี้สักครู่ ก็พูดเรื่องอื่นบ้าง ก็หนังญี่ปุ่นครับ เมื่อวานพาคุณแม่ไปดูมา เรื่อง Kokuho (国宝) หรือในชื่อภาษาไทยว่า สมบัติชาติ หนังกำกับโดย Lee Sang-Il ครับ ก็เป็นเรื่องที่ทีแรกน่าจะได้เห็นเหมือนโฆษณาจากทางฟีดบน เฟสบุก เห็นเป็นเคน วาตานาเบ้ ก็ทำให้สะดุดตาแล้วตามปกติ เพราะเฮียแกก็เล่นหนังดีๆอยู่แล้วเป็นประจำ แต่ที่สะดุดตาอีก ตอนแรกเป็นเด็กผู้ชายสองคนที่กำลังฝึกเหมือน ศิลปะการแสดง อยู่ (ตอนแรกผมนึกว่า หนังคาราเต้คิดด้วยซ้ำ เห็นแว้บแรกผ่านๆ) พอไปๆมาๆ ก็เริ่มได้เห็นคลิปสัมภาษณ์สั้นๆบ้าง ของผู้คนที่ดูดวงตาเป็นประกาย กับความเห็นที่ดูไปในทางบวกที่ดีมาก ก็เลยทำให้ตนเองสนใจ เก็บไว้ในใจว่า ถ้ามีโอกาสคงจะพาแม่ไปดู เพราะช่วงหลังไม่ได้พาเค้าดูหนังที่โรงนานแล้ว (อย่าว่าแต่พาแม่ ตนเองก็ไม่ค่อยได้ไปเลยเช่นกันครับ) แล้วก็บังเอิญ ที่ว่าช่วงที่ห้องด้านล่าง ที่คอนโดที่ผมอาศัยอยู่เค้ามีการรื้อโครงสร้างพอดี เลยทำให้เกิดเสียงก่อสร้าง เลยใช้โอกาสนี้แหล่ะ พาแม่ออกบ้านไปดูหนังดีกว่า

พูดถึงหนังเหรอ จริงๆผมก็ฟรีไรต์ไว้ใน evernote อยู่แล้วอ่ะนะเมื่อคืน แล้วก็ส่งให้พี่ยอดด้วย ถามว่า จะมีอยู่ประมาณสองซีนครับ ที่แบบว่า ถ้านั่งดูคนเดียว คงปล่อยโฮแน่ๆ แต่ว่าแม่นั่งด้วยเลยต้องเก็บอาการหน่อย เขินแม่น่ะคุณ ผมก็พยายามเอาตำรา Save The Cat มาสวมนะ น่าจะเป็นหนัง (SPOILER ALERT กันไว้ก่อน)​

เคนะ….​บอกแล้วนะ

ก็น่าจะเป็นหนังประเภทแบบว่า Fool Triumphant ไหมนะ ที่แบบ ตัวเอก อาจจะไม่ได้รู้ว่าตนมีดี ประมาณนั้น แล้วตัวเอกก็มีเพื่อนพระเอกมาเป็นเหมือน B Story character? ไหมนะ ที่เป็นกระจกสะท้อนอีกด้านพอดีเลย ก็คืองี้ พระเอกเป็นลูกยากูซ่าที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดงเป็นนักแสดงหญิงในละครคาบูกิ ส่วน เพื่อนพระเอก ก็คือลูกชาย ทายาทของอาจารย์ (เคน วาตานาเบ้) ที่เป็นเหมือนแมวมองเห็นความสามารถของพระเอก จนรับไปฝึกกับสำนักของเค้าประมาณนั้น ส่วนอีก story genre ที่คิดว่าใช่ไหมคือ Institutionalized อารมณ์ตัวเอกเข้าไปอยู่ในโลกของ คาบูกิที่เค้าต้องการจะไปเป็นส่วนหนึ่ง ผมว่าก็มองแบบนั้นได้เหมือนกัน เพราะว่า เค้าก็ยังมมีรอยสักนกเค้าแมวอยู่ที่แผ่นหลัง เหมือนว่าตัวตนเค้าก็ไม่ใช่อ่ะ

ยังมีจุดที่ติดใจผมอยู่คือช่วงแรกที่หนังโชว์ให้เห็นว่าพ่อพระเอกโดนฆ่า ผมยังไม่เข้าใจว่าตรงนี้ จะกลายเป็นปมให้พระเอกต้องทะเยอทะยาน อยากจะเห็นความสวยงามจากการแสดงศิลปะของเค้าหรือเปล่า หรือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่สุดท้าย ผมว่าก็อยู่ที่เราจะตีความด้วยถูกไหมล่ะ เอาว่า อีกจุดที่ชอบ ก็คือ บรรยากาศของคาบูกิ คือ หนังก็ทำได้ดีนะ คือ เวลาที่เราเห็นการแสดง ที่ถูกคั่นระหว่างการเล่าเรื่อง เราจะเหมือนถูกย้ายเข้าไปอยู่ ‘อีกโลก’ หนึ่งเลยน่ะ มันก็คงสะท้อนเรื่องของ การแสดง เนี่ยแหล่ะครับ ว่า ต่อให้เบื้องหลังจะสกปรก ดำมืด แค่ไหน แต่เมื่อเราเลือกจะสวมบทเป็นคนดูการแสดงแล้ว เราก็เพียงแต่ต้องปล่อยให้ตัวเอง ลืมโลกความจริง แล้วก็อยู่แต่กับเรื่องราว ที่ปรากฏตรงหน้าก็เท่านั้น

ส่วนสองซีน ที่สำหรับคนที่ดูแล้ว อยากจะให้ได้พยักหน้างึกๆไปกับผมมากๆ ที่ทำผมร้องไห้ ก็ตอนที่เพื่อนพระเอกโชว์ spirit มากๆ โดนพ่อตัวเอง เลือกให้คนแปลกหน้ามารับบทเป็นเหมือนทายานของตน แต่ยัง ช่วยเพื่อนคนนี้ แต่งหน้า เพราะว่าเค้าก็มือสั่นจริงๆ คือมันคือการต่อสู้ ของพระเอก และ เพื่อนพระเอก ระหว่าง ความเป็นเลิศของศาสตร์และศิลป์ของละครคาบูกิ สู้กับชะตาชีวิต ไม่ว่าเราจะเกิดมามีเลือดของนักแสดงใหญ่ (ที่อาจจะคุ้มครองเรา หรือว่า ตั้งเป็นกำแพงให้เราต้องรู้สึกต่ำต้อยกว่าเสมอ) หรือว่าเกิดเป็น ‘คนนอก’ จากวงการก็ตาม

อีกฉากก็ตอนจะจบ ที่พระเอกพูดกับเพื่อนพระเอก โมเมนต์ที่ เรือ่งราว การแสดง ทำหน้าที่ได้ดีสุดๆ เพราะ เมื่อพระเอกพูดว่า ‘ถ้าไม่อยากให้ใครมาแทนที่เรา ก็จงลุกขึ้นยืนซะ’ บอกกับเพื่อนเค้าแบบนั้น คือมันสะท้อนมากๆ ว่านี่แหล่ะ ที่ทำไหม คนอื่นจะมองว่าพระเอกเป็นเหมือนปิศาจ ก็เพราะเค้ามีทัศนคติแบบนี้ ต่อการเอาตัวรอด แล้วก็ เวลาที่ ‘คำพูด’ สอดคล้องกับ ‘ความรู้สึก’ ที่เราได้เห็นจากภาพยนตร์ ตรงนี้แหล่ะ ที่หนังทำหน้าที่ได้เป็นเลิศที่สุด คือผมจะพยักหน้างิกๆๆๆ เลยแบบว่า ใช่ ถูก นี่คือ integrity of storytelling

เห้อ ฟิน 綺麗なあ (สวยงามจังเลยนะ)

จบ บาย ขอให้คุณได้มีโอกาสดูเรื่องนี้ครับ ส่วน ทามาก็อตจิ ก็ ไว้ชั้นจะไปเล่นกับนายเมื่อชั้นซ้อมการแสดงเสร็จก่อนนะ

12:46pm

Previous
Previous

กลับมาที่เครื่องเกมส์ - 日本語学びのきっかけに戻ろう。

Next
Next

ปล่อยไปตามยถากรรมบ้าง